เมื่อพูดถึงเชฟชื่อดังที่มีฝีมือระดับแชมป์ในวงการอาหารไทย หนึ่งในชื่อที่ต้องกล่าวถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งแชมป์จากรายการ The Next Iron Chef Thailand 2019 และกลายเป็นเชฟกระทะเหล็กคนแรกของประเทศไทยและเป็นเจ้าของร้าน Beastie แต่ความสำเร็จที่เราเห็นในวันนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ หากย้อนกลับไปดูเชฟอ๊อฟ ประวัติชีวิต จะพบว่าเบื้องหลังความรุ่งโรจน์บนหน้าจอนั้น มีเรื่องราวของการลองผิดลองถูก ความพยายาม และเส้นทางที่เต็มไปด้วยรสชาติชีวิตหลากหลายแบบไม่แพ้เมนูอาหารที่เขาสร้างสรรค์

เชฟอ๊อฟ ประวัติส่วนตัว
ก่อนจะก้าวมาเป็นเชฟระดับแชมป์ที่ทุกคนรู้จัก การทำความรู้จักกับเชฟอ๊อฟ ประวัติส่วนตัวจะช่วยให้เราเข้าใจมุมมองและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์อาหารของเขามากขึ้น
ชื่อจริงและชื่อเล่น
เชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า “อ๊อฟ” ซึ่งกลายเป็นชื่อที่คนทั่วไปรู้จักและจดจำได้ง่ายในวงการอาหาร ชื่อเล่นนี้ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็กและกลายเป็นแบรนด์ส่วนตัวที่โดดเด่นในวงการ การใช้คำนำหน้า “เชฟ” ร่วมกับชื่อเล่นทำให้ดูเป็นกันเองและเข้าถึงง่าย แม้ว่าเขาจะเป็นเชฟมืออาชีพที่มีความสามารถระดับสูงก็ตาม
วันเกิดและภูมิลำเนา
เชฟอ๊อฟเกิดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เป็นคนไทยแท้ที่โตมาในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจร้านอาหาร สิ่งแวดล้อมแบบนี้ทำให้เขาได้สัมผัสกับโลกของอาหารมาตั้งแต่วัยเยาว์ กลิ่นอายของครัวและการปรุงอาหารจึงฝังลึกอยู่ในตัวเขาตั้งแต่เล็ก
การศึกษาและพื้นฐานครอบครัว
การเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหารถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเชฟอ๊อฟ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้เลือกเส้นทางที่สบายในประเทศไทย ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี เชฟอ๊อฟได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเรียนจบไฮสคูลที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อด้วยระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองซานดิเอโก ประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างแดนตั้งแต่วัยรุ่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง แต่ยังเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้สัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารหลากหลายรูปแบบจากทั่วโลก
ระหว่างที่เรียนอยู่นั้น ความฝันที่อยากเป็นเจ้าของร้านอาหารเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่ไม่ใช่แค่การเป็นนักลงทุนที่เปิดร้านแล้วจ้างคนมาทำ เขาต้องการเป็นเจ้าของร้านที่รู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการเป็นเชฟอย่างจริงจัง
เส้นทางสู่อาชีพเชฟของ เชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์
เส้นทางการเป็นเชฟของเชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนอาจจินตนาการ แต่เต็มไปด้วยบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขาเข้มแข็งและมีฝีมือที่แกร่งกล้าดังที่เห็นในปัจจุบัน
เริ่มต้นในวงการอาหาร
ในปี 2004 ขณะที่เชฟอ๊อฟยังอยู่ในสหรัฐอเมริกา เขาได้เปิดร้านอาหารร้านแรกในชีวิตชื่อ “KAFE Yen” ที่เมือง Sandiego บริเวณ Pacific Beach ซึ่งเป็นเมืองติดทะเลที่มีนักท่องเที่ยวเดินอยู่เรื่อย ๆ เขาได้นำอาหารที่โดดเด่นจากประเทศใน Southeast Asia มาเสิร์ฟพร้อมกับเครื่องดื่มง่าย ๆ อย่างโอเลี้ยงและชาดำ
ความพิเศษของร้านนี้คือการนำเอาเอกลักษณ์ของอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปนำเสนอในสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่และน่าสนใจ ผลตอบรับเกินความคาดหมาย ร้าน KAFE Yen ทำเงินได้ถึง 5,000 เหรียญต่อวัน และดำเนินกิจการมาได้ถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2004-2014 ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าเขามีความสามารถในการบริหารร้านอาหารจริง
อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไป ในปี 2014 พี่สาวของเชฟอ๊อฟเสียชีวิต เขาจึงต้องตัดสินใจปิดร้านที่ประสบความสำเร็จนี้เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย มาดูแลและเป็นเพื่อนแม่ที่อยู่ตามลำพัง นี่คือการเลือกที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเหนือกว่าความสำเร็จในอาชีพ
นอกจาก KAFE Yen แล้ว เชฟอ๊อฟยังเคยเปิดร้านอาหารมาแล้วมากกว่า 6 ร้าน รวมถึงร้าน “Frazz” ในฟิลิปปินส์ที่นำเสนออาหารสไตล์ Filipino Caribbean Cuisine ซึ่งได้รับความนิยมสูงมาก และร้าน “มาลาคาเฟ่” ที่เป็นร้านเบเกอรี่ ซึ่งเขาต้องลงทุนลงแรงเพิ่มเติมในการเรียนรู้ศาสตร์ของเบเกอรี่ใหม่ทั้งหมด
แต่ความจริงที่น้อยคนรู้คือ ร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องค่อย ๆ ปิดตัวลง บางร้านไม่เคยได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน บางร้านต้องขายหุ้นและเก็บเงินก้อนหนึ่งมาใช้ทำโปรเจกต์ใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย แต่กลับเป็นบทเรียนที่สอนให้เขาเรียนรู้เกี่ยวกับการทำร้านอาหาร การบริหารจัดการ และการต่อสู้กับความล้มเหลว
การฝึกอบรมและประสบการณ์การทำงาน
ก่อนจะกลับไทย เชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ ได้สั่งสมประสบการณ์ในการทำงานร้านอาหารมากว่า 27 ปี ในหลายประเทศทั่วโลก เขาได้ดำดิ่งสู่โลกแห่งการปรุงอาหารโดยเฉพาะเนื้อวัว ซึ่งกลายเป็นความหลงใหลที่ยิ่งใหญ่ของเขา
เขาทุ่มเทเวลาในการศึกษาเนื้อวัวทุกส่วนของตัว ทดลองเทคนิคการปรุงพิเศษต่าง ๆ และหาวัตถุดิบหลากหลายชนิดจากอาหารนานาชาติมาผสมผสาน จนสามารถสร้างเมนูที่น่าตื่นตาตื่นใจและกระตุ้นความอยากอาหารได้อย่างมีเอกลักษณ์
เมื่อกลับมาถึงไทย เขาได้เข้ามาร่วมงานกับโปรเจกต์ Farm to Table แบบบังเอิญ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่ชักนำให้เขากลับเข้ามาเดินในวงการอาหารอีกครั้ง ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง Executive Chef ประจำร้านวังหิ่งห้อย ร้านอาหาร Fine Dining ที่มีคอนเซ็ปต์พิเศษเกี่ยวกับธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ท่ามกลางหมู่มวลหิ่งห้อยนับร้อยตัว
การแข่งขันและรางวัลที่ได้รับ
จุดสูงสุดในอาชีพการงานของเชฟอ๊อฟคือการคว้าแชมป์อันดับ 1 จากรายการ The Next Iron Chef Thailand 2019 ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและท้าทายอย่างยิ่ง เขาต้องผ่านการประลองฝีมือกับผู้เข้าแข่งขันทั้ง 15 ท่าน จนสามารถเอาชนะผู้แข่งขันแต่ละท่านมาได้อย่างสวยงาม
ในรอบชิงชนะเลิศ เขาต้องพบกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง “เชฟพฤกษ์ – พฤกษ์ สัมพันธวรบุตร” อาจารย์จากสถาบันชื่อดังด้านการสอนทำอาหาร แม้จะเจอศึกหนักในรอบสุดท้าย แต่เชฟอ๊อฟก็สามารถรังสรรค์คอร์สอาหารที่มีเอกลักษณ์จนเอาชนะใจคณะกรรมการได้
เมนูทั้ง 5 คอร์สที่เขานำเสนอในรอบชิงชนะเลิศประกอบด้วย:
- คอร์สที่ 1: Appetizer – ล็อบสเตอร์เซบิเชเปรู
- คอร์สที่ 2: Soup – ครีมล็อบสเตอร์ซานฟรานซิสโก
- คอร์สที่ 3-4: เมนูหลักที่แสดงความเชี่ยวชาญในการปรุงอาหาร
- คอร์สที่ 5: Dessert – สะตอกาแล็ต (เมนูทีเด็ดที่กรรมการบางท่านไม่เคยได้ลิ้มลองที่ไหนมาก่อน)
เมนูขนมหวานอย่าง “สะตอกาแล็ต” นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะตอนแรกเชฟอ๊อฟเอ่ยปากบอกว่าไม่ถนัดการทำอาหารด้วยสะตอ แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ เขาสามารถสร้างสรรค์เมนูนี้ออกมาได้อย่างน่าทึ่งและชนะใจกรรมการจนได้แชมป์
ชัยชนะครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นได้หากขาด “เชฟเตย – สหรัฐ แตงไทย” และ “เชฟจอม – วายุภักษ์ ม่วงจร” ที่ร่วมมือกันทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งแต่จานแรกจนถึงจานสุดท้าย การทำงานเป็นทีมที่ลงตัวนี้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำและความสามารถในการประสานงานของเชฟอ๊อฟได้เป็นอย่างดี
หลังจากได้แชมป์ เชฟอ๊อฟ ก็กลายเป็นเชฟกระทะเหล็กคนแรกของประเทศไทย และได้รับเชิญไปเป็นกรรมการในรายการแข่งขันทำอาหารหลายรายการ รวมถึงรายการ The Hell’s Kitchen Thailand 2024 ที่เขาปรากฏตัวด้วยมาดเข้มและเท่ ทำให้เป็นที่จดจำของผู้ชมทั่วประเทศ
ร้าน Beastie การต่อยอดความหลงใหลของเชฟอ๊อฟ
หลังจากร้านวังหิ่งห้อยปิดตัวลงตามวงจรชีวิตของหิ่งห้อย 18 เดือนตามที่วางแผนไว้ เส้นทางของเชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ความหลงใหลในเนื้อวัวและการสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใครนำพาเขามาสู่การเปิดร้าน The Beast ซึ่งแสดงความเป็นตัวตนที่ภายนอกดุดัน แต่ข้างในอ่อนโยนเหมือนเชพอ๊อฟ และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Beastie Premium Steakhouse ร้านอาหารเชฟอ๊อฟ อย่างในปัจจุบัน

ร้าน Beastie นำเสนอคอนเซ็ปต์ที่สะท้อนปรัชญาของเชฟอ๊อฟอย่างชัดเจน นั่นคือความเป็น “อสูรกายที่ดุดัน” ที่ดูน่ากลัวจากภายนอก แต่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและความใส่ใจในรายละเอียดภายใน ทุกจานในเมนูถูกออกแบบมาเป็น “THE WHOLE BEEF EXPERIENCE” ที่นำเสนอประสบการณ์เนื้อวัวอย่างครบวงจร
เมนูของร้านเกิดจากการผสมผสานระหว่างสูตรลับส่วนตัวของเชฟ สูตรสืบทอดจากครอบครัว และองค์ประกอบจากอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมนูที่โดดเด่นอย่าง
- เนื้อดรายเอจ (Dry-aged Beef): Beastie เป็นหนึ่งในร้านแรก ๆ ในไทยที่นำเสนอเนื้อดรายเอจอย่างจริงจัง โดยมีเมนูเด่นอย่าง The Beast (Dry-aged Tomahawk) ที่ผ่านการบ่มเนื้อถึง 45 วัน น้ำหนักประมาณ 1,600 กรัม
- Dry Rub: เทคนิคการหมักเนื้อด้วยสมุนไพรแบบ Dry Rub ที่เชฟอ๊อฟเป็นคนแรกที่นำมาใช้ในไทย ทำให้เนื้อมีกลิ่นหอมและผิวนอกกรอบ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร เมนูอย่าง Peruvian Cowboy Steak (เนื้อสตริปลอยน์หมักสมุนไพรแบบ Dry Rub ผิวนอกกรอบและหอม) เป็นตัวอย่างที่ดีของความเชี่ยวชาญนี้
นอกจากนี้ ร้านยังมี “RED Nikkei & Steak Bar” ที่นำเสนออาหารแนวเปรูผสมเม็กซิกันในสไตล์ที่เชฟอ๊อฟชื่นชอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความสามารถในการผสมผสานอาหารต่างวัฒนธรรม
บรรยากาศของร้าน Beastie ออกแบบมาให้มีความโรแมนติกเหมาะสำหรับคู่รัก พร้อมห้องส่วนตัวสำหรับการจัดเลี้ยงเป็นกลุ่ม ลูกค้าสามารถเห็นการปรุงอาหารของเชฟผ่าน Open Kitchen ซึ่งเพิ่มความน่าตื่นเต้นและความมั่นใจในคุณภาพอาหาร ทุกอย่างตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงอุปกรณ์ครัวล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อยกระดับรสชาติของอาหารให้ดีที่สุด
ปัจจุบัน เชฟอ๊อฟยังคงสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ และมีร้านอาหาร MERAK ที่นครนายก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เคยหยุดพัฒนาและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้รับประทาน
สรุป
ประวัติและเส้นทางชีวิตของเชฟอ๊อฟ ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น การเรียนรู้จากความล้มเหลว และความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่อยู่เสมอ จากเด็กชายที่ต้องไปใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดนตั้งแต่อายุ 15 ปี สู่การเป็นเจ้าของร้านอาหารมากกว่า 6 ร้านในหลายประเทศ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งแชมป์ The Next Iron Chef Thailand 2019 แม้หลายร้านจะต้องปิดตัวลง แต่แต่ละร้านก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นและสะสมประสบการณ์กว่า 27 ปีในวงการอาหาร
วันนี้ เชฟอ๊อฟ ยังคงสร้างสรรค์ผลงานผ่านร้าน Beastie และ MERAK นครนายก ที่นำเสนอประสบการณ์เนื้อวัวแบบครบวงจรด้วยเทคนิค Dry Rub ที่เป็นคนแรกในไทย ชีวิตของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้วัดจากการไม่เคยล้มเหลว แต่วัดจากความสามารถในการลุกขึ้นมาใหม่ทุกครั้งและไม่หยุดพัฒนาตัวเอง นี่คือเชฟกระทะเหล็กคนแรกของไทยที่มีเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ฝันอยากก้าวสู่วงการอาหาร