เมื่อพูดถึงสเต็กที่สร้างความประทับใจได้ทันทีทันใดที่เสิร์ฟบนโต๊ะ เนื้อโทมาฮอก ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่นักกินเนื้อตัวยงต่างให้การยอมรับ ด้วยขนาดที่ใหญ่โตน่าทึ่ง กระดูกยาวที่ยื่นออกมาอย่างโดดเด่น และรสชาติที่เข้มข้นของเนื้อคุณภาพสูง ทำให้ Tomahawk กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและประสบการณ์การทานสเต็กระดับพรีเมียม หากคุณกำลังมองหาข้อมูลว่า Tomahawk คืออะไร จะเลือกซื้ออย่างไรให้ได้เนื้อคุณภาพดี และวิธีย่างให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ บทความนี้มีคำตอบครบถ้วนสำหรับคุณ

Tomahawk คืออะไร? เป็นเนื้อวัวส่วนไหน
Tomahawk คือเนื้อสเต็กที่ตัดมาจากส่วน Ribeye แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างจาก Ribeye ทั่วไปคือการเหลือกระดูกซี่โครงติดไว้ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ซึ่งทำให้รูปทรงของเนื้อชินนี้คล้ายกับขวานสงครามของชนเผ่าอินเดียนแดงที่เรียกว่า “Tomahawk” นั่นเองที่มาของชื่อ ในแง่ของส่วนต่างๆของเนื้อวัว เนื้อโทมาฮอว์กมาจากบริเวณด้านหน้าของสันหลัง บริเวณที่ 6-12 ของกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวน้อย ทำให้เนื้อมีความนุ่ม มีไขมันแทรกอยู่เป็นลายหินอ่อน (Marbling) สูง
ความพิเศษของ Tomahawk ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์ที่ดูน่าทึ่งเท่านั้น แต่กระดูกที่ยังติดอยู่จะช่วยเพิ่มรสชาติและความชุ่มฉ่ำให้กับเนื้อขณะย่าง เพราะกระดูกจะช่วยกระจายความร่อนอย่างสม่ำเสมอและรักษาความชุ่มชื้นของเนื้อไว้ได้ดีกว่า น้ำหนักโดยเฉลี่ยของ Tomahawk อยู่ที่ประมาณ 1.2-1.6 กิลกรัม ซึ่งเหมาะสำหรับแชร์กินเป็นกลุ่ม 2-3 คน ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับมื้ออาหารพิเศษหรืองานฉลองสำคัญ
วิธีการเลือกซื้อเนื้อโทมาฮอว์ก
การเลือกซื้อเนื้อโทมาฮอว์กที่มีคุณภาพเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมากในการสร้างประสบการณ์สเต็กที่สมบูรณ์แบบ เพราะแม้คุณจะมีเทคนิคการย่างที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อไม่ดีตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์ก็จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง มาดูปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณากัน

1. เกรดเนื้อ
เกรดเนื้อเป็นตัวบอกถึงคุณภาพโดยรวมของเนื้อวัว โดยเฉพาะปริมาณและการกระจายตัวของไขมัน (Marbling) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความนุ่ม ความชุ่มฉ่ำ และรสชาติ
สำหรับเนื้อวัวอเมริกัน USDA Prime ถือเป็นเกรดสูงสุดที่มีไขมันแทรกมากที่สุด เหมาะกับผู้ที่ต้องการความนุ่มและรสชาติเข้มข้น ขณะที่ USDA Choice เป็นทางเลือกที่ดีในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า แต่ยังคงมีคุณภาพสูง
หากต้องการความหรูหราสุดขีด Wagyu A5 จากญี่ปุ่นคือจุดสุดยอด ด้วยไขมันที่ละลายในอุณหภูมิต่ำ ทำให้รสชาติเข้มข้นและละมุนปากอย่างไม่มีเนื้อชนิดอื่นเทียบได้ หรือจะเลือก Australian Wagyu ที่ใช้ระบบ MBS (Marble Beef Score) ซึ่ง MBS 6-7 ขึ้นไปถือว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม มีราคาที่เข้าถึงได้กว่า Wagyu ญี่ปุ่นแต่ยังคงรสชาติที่เหนือกว่าเนื้อทั่วไป
2. วิธีการเลี้ยง (Grass-fed vs. Grain-fed)
วิธีการเลี้ยงวัวส่งผลต่อทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสของเนื้อ Grass-fed หรือวัวที่กินหญ้าจะให้เนื้อที่มีรสชาติเข้มข้นกว่า มีกลิ่นหอมของหญ้าเล็กน้อย และมีไขมันน้อยกว่า เหมาะกับคนที่ชอบรสชาติที่เข้มและเนื้อที่แน่นกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ Grass-fed ยังมีโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า
ในขณะที่ Grain-fed หรือวัวที่กินธัญพืชและข้าวโพด จะให้เนื้อที่มีไขมันแทรกสูงกว่า ความนุ่มมากกว่า และรสชาติที่มีความหวานละมุนกว่า ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับสเต็กพรีเมียม โดยเฉพาะในอเมริกาและออสเตรเลีย สำหรับโทมาฮอว์ก Grain-fed มักเป็นตัวเลือกยอดนิยมเพราะให้ Marbling ที่สวยงามและรสชาติที่สมดุลดี
3. อายุการบ่มเนื้อ (Wet-aged vs. Dry-aged)
กระบวนการบ่มเนื้อเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความแตกต่างอย่างมากต่อรสชาติและเนื้อสัมผัสของ Tomahawk Wet-aged คือการบ่มเนื้อในถุงสูญญากาศที่อุณหภูมิต่ำเป็นเวลา 7-28 วัน วิธีนี้ช่วยให้เนื้อนุ่มขึ้นและเก็บความชุ่มฉ่ำไว้ได้ดี เหมาะกับคนที่ชอบรสชาติที่สดและไม่แรงจนเกินไป
อีกทางหนึ่งคือ Dry-aged ซึ่งเป็นกระบวนการบ่มเนื้อในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเป็นเวลา 30-60 วัน หรือบางครั้งนานกว่านั้น ในระหว่างนี้เนื้อจะสูญเสียน้ำประมาณ 20-30% ทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้น เกิดกลิ่นหอมที่ซับซ้อนคล้ายถั่ว คล้ายเนย และมีความนุ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Dry-aged Tomahawk เป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ชื่นชอบรสชาติที่เข้มข้นและแตกต่างจากเนื้อทั่วไป แม้ว่าราคาจะสูงกว่าเนื่องจากการสูญเสียน้ำหนักและเวลาในการผลิตที่นานขึ้น
วิธีย่างสเต็ก Tomahawk ให้อร่อย
การย่าง Tomahawk ให้ได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบต้องอาศัยเทคนิคที่ถูกต้องและความอดทน เพราะเนื้อชิ้นนี้มีความหนามาก ประมาณ 5-7 เซนติเมตร การย่างแบบธรรมดาอาจทำให้ภายนอกไหม้ แต่ภายในยังไม่สุกพอ เทคนิค Reverse Sear จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุด
การเตรียมเนื้อก่อนย่าง
ก่อนเริ่มย่าง ควรนำเนื้อออกจากตู้เย็นล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้อุณหภูมิเนื้อใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้อง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เนื้อสุกสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้นและลดความเสี่ยงที่ภายนอกจะไหม้แต่ภายในยังไม่สุก ซับเนื้อให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู่เพื่อกำจัดความชื้นส่วนเกิน ซึ่งจะช่วยให้ผิวนอกกรอบสวยงามเมื่อย่าง
ปรุงรสเนื้อด้วยเกลือหยาบและพริกไทยดำป่นหยาบเท่านั้น หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเทศมากเกินไปเพราะจะบดบังรสชาติต้นตำรับของเนื้อคุณภาพดี บางคนชอบใช้ Dry Rub ที่มีสมุนไพรผสม ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีหากต้องการความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับกระดูก ให้พันด้วยฟอยล์เพื่อป้องกันไม่ให้ไหม้ระหว่างย่าง
ขั้นตอนการย่าง Tomahawk Steak ด้วยเทคนิค Reverse Sear
เทคนิค Reverse Sear เป็นวิธีการย่างที่ใช้ความร้อนต่ำก่อน แล้วจึงจี้ด้วยไฟแรงในตอนท้าย ซึ่งตรงข้ามกับวิธีการย่างแบบดั้งเดิม วิธีนี้จะช่วยให้เนื้อสุกสม่ำเสมอและควบคุมระดับความสุกของเนื้อได้แม่นยำกว่า
ขั้นตอนที่ 1: อบด้วยความร้อนต่ำ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 120-135 องศาเซลเซียส วางเนื้อบนตะแกรงวางในถาดอบ (เพื่อให้อากาศร้อนหมุนเวียนรอบตัวเนื้อ) ใส่เทอร์โมมิเตอร์เนื้อเข้าไปที่ส่วนหนาที่สุด อบจนอุณหภูมิภายในถึง 50-52 องศาเซลเซียสสำหรับ Medium-rare (ใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดและอุณหภูมิเริ่มต้นของเนื้อ)
ขั้นตอนที่ 2: จี้ด้วยไฟแรง ในขณะที่เนื้ออยู่ในเตา ให้เตรียมกระทะหรือเตาย่างให้ร้อนจัด ใช้น้ำมันที่มีจุดเดือดสูงเช่นน้ำมันอะโวคาโดหรือน้ำมันองุ่น เมื่อเนื้อถึงอุณหภูมิที่ต้องการ นำออกจากเตาอบและจี้ด้านละ 2-3 นาทีด้วยไฟแรง จนผิวนอกเกิดสีน้ำตาลทองสวยงามและกรอบ อย่าลืมจี้ด้านข้างและบริเวณที่มีไขมันด้วยเพื่อให้สีสันสวยงามทั่วทั้งชิ้น
การพักเนื้อ
หลังจากย่างเสร็จ พักเนื้อกี่นาทีถึงจะเหมาะสม? สำหรับ Tomahawk ขนาดใหญ่ ควรพักอย่างน้อย 10-15 นาที โดยคลุมด้วยฟอยล์เบา ๆ ระหว่างพักเนื้อ น้ำในเนื้อจะกระจายตัวกลับเข้าสู่เส้นใยอีกครั้ง ทำให้เมื่อตัดเนื้อจะไม่มีน้ำไหลออกมามากและเนื้อจะชุ่มฉ่ำกว่า นอกจากนี้อุณหภูมิภายในจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5 องศาเซลเซียสระหว่างพัก ซึ่งต้องคำนึงถึงตอนกำหนดอุณหภูมิสุกขณะย่างด้วย
เมนูเครื่องเคียงและซอสที่เข้ากันกับ Tomahawk
Tomahawk เป็นเนื้อที่มีรสชาติเข้มข้นและไขมันสูง การเลือกเครื่องเคียงและซอสที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสมดุลและยกระดับประสบการณ์การรับประทานให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
เครื่องเคียงคลาสสิกที่ไม่มีใครเกิน ได้แก่ มันฝรั่งบดที่เนียนนุ่ม ผสมเนยและครีมจนละมุนปาก หรือ Truffle Fries ที่หอมกรุ่นของทรัฟเฟิล ถ้าชอบผักก็มี Grilled Asparagus หรือ Brussels Sprouts ที่คั่วจนหอมหวาน ความสดของผักจะช่วยตัดความมันของเนื้อได้ดี สลัด Caesar แบบคลาสสิกก็เป็นตัวเลือกดีสำหรับเพิ่มความสดชื่นให้กับมื้ออาหาร
สำหรับซอส มีหลายทางเลือกที่แต่ละอย่างให้มิติรสชาติที่แตกต่างกัน ซอสเบียร์นาส (Béarnaise) ที่มีรสเนยหอม ๆ ผสมกับสมุนไพรจะช่วยเสริมความหอมหวานของเนื้อได้ดี ซอสพริกไทยดำ (Peppercorn) ให้ความเผ็ดร้อนที่กลมกล่อมและเข้ากับไขมันของเนื้อได้ลงตัว หรือจะเป็น ซอสเห็ดทรัฟเฟิล ที่หอมหรูหราและเข้มข้น บางคนชอบแบบเรียบง่ายด้วย Compound Butter ที่มีกระเทียมและสมุนไพรผสมอยู่ ให้ละลายบนเนื้อร้อนๆ จะได้ความหอมและรสชาติที่กลมกล่อม
สรุป
เนื้อโทมาฮอว์กเป็นมากกว่าแค่สเต็กชิ้นหนึ่ง มันคือประสบการณ์การรับประทานที่สมบูรณ์แบบที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเมื่อได้เห็นชิ้นใหญ่โตน่าประทับใจนี้ถูกนำมาเสิร์ฟ ความเข้าใจใน Tomahawk คืออะไร การเลือกซื้อที่เน้นเกรดเนื้อ วิธีการเลี้ยง และอายุการบ่มที่เหมาะสม รวมถึงเทคนิคการย่างที่ถูกต้อง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณได้เนื้อสเต็กที่นุ่มและมีรสชาติเป็นเลิศ
การใช้เทคนิค Reverse Sear จะช่วยให้คุณควบคุมความสุกได้แม่นยำ ได้ผิวนอกที่กรอบสวยงามและภายในที่นุ่มชุ่มฉ่ำตามที่ต้องการ การเลือกเครื่องเคียงและซอสที่เหมาะสมก็จะช่วยสร้างสมดุลและยกระดับประสบการณ์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะย่างเองที่บ้านหรือไปลิ้มลองที่ร้านอาหาร ความเข้าใจเหล่านี้จะช่วยให้คุณชื่นชมและเลือกได้ว่าอยากได้ Tomahawk แบบไหน สำหรับใครที่สงสัยว่าเนื้อส่วนไหนนุ่มที่สุด Tomahawk ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว
หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์ Tomahawk ที่ผ่านการคัดสรรและปรุงอย่างมืออาชีพ Beastie Premium Steakhouse นำเสนอ Dry-aged Tomahawk ที่บ่มมา 45 วัน ขนาดประมาณ 1,600 กรัม พร้อมเสิร์ฟด้วยเครื่องเคียงและซอสที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ภายใต้การดูแลของเชฟที่มีความเชี่ยวชาญกว่า 27 ปีในการทำงานกับเนื้อวัว ที่ร้านอาหารเชฟอ๊อฟแห่งนี้ คุณจะได้พบกับ “THE WHOLE BEEF EXPERIENCE” ที่ออกแบบมาเพื่อคนรักเนื้อโดยเฉพาะ ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว
สำรองที่นั่งได้ที่ 089-716-2626